สงครามกุหลาบ – ตำนานเล่าขานของ ปีศาจแดง กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด (ตอน 1)

ปีศาจแดง

หากย้อนกลับไปพูดถึงความบาดหมางระหว่างสโมสรของ ‘ปีศาจแดง’ แมนฯ ยูไนเต็ด แฟนบอลในยุคปัจจุบันก็คงนึกถึงแต่ ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล หรือเพื่อนบ้านน่ารำคาญอย่าง ‘แมนฯ ซิตี้’ ที่เพิ่งจะมามีปากมีเสียงจากการเทคโอเวอร์ของกลุ่มทุนจากซาอุ หรือหากย้อนไปหน่อยก็อาจจะนึกถึง ‘อาร์เซนอล’ ที่นำโดยสองแม่ทัพอย่าง ‘รอย คีน’ และ ‘แพทริค วิเอร่า’ แต่หลังจากหมดยุคของสองตำนานดังกล่าว ความระอุในสนามก็ค่อย ๆ จางตามไปด้วย นอกจากนั้น ยังมีอีกหนึ่งทีมที่แฟนบอลสมัยใหม่หลายคนอาจไม่เคยรู้ ว่านอกจากทีมข้างต้นแล้ว ปีศาจแดงยังเคยมีอดีตที่เป็นศัตรูคู่แค้นกับ ‘ลีดส์ ยูไนเต็ด’ แถมเรื่องราวความบาดหมางไม่ได้เกิดมาจากการชิงดีชิงเด่นกันในสนามเท่านั้น แต่ยังอิงมาจากประวัติศาสตร์จริงอีกด้วย และในฤดูกาลหน้านี้ทีม ‘ยูงทอง’ ลีดส์ ยูไนเต็ด ก็สามารถกระเสือกกระสนฝ่าอุปสรรคขวากหนามขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดบนเกาะอังกฤษได้อีกครั้ง นั่นหมายถึงการกลับไปเจอกันอีกครั้งกับอริอย่าง ยูไนเต็ด และเพื่ออรรถรสในการรับชมฟุตบอลของแฟนบอลสมัยใหม่ที่ยังไม่เคยทราบเรื่องราว บทความนี้จะพาย้อนไปถึงตำนานความบาดหมางของอดีตสองทีมที่เคยยิ่งใหญ่ในยุคอย่าง ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’ และ ‘ลีดส์ ยูไนเต็ด’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘สงครามกุหลาบ’ นั่งไทม์แมชชีนกลับไปในช่วงปี 1455 -1485 เวลานั้น แดนผู้ดีอย่างประเทศอังกฤษ ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น จากการทะเลาะกันของตระกูลราชวงศ์ ‘แพลนทาเจนเนต’ แห่งราชสกุล ‘แลงคาสเตอร์’ ที่ครองแผ่นดินอยู่ในตอนนั้น นำโดย ‘พระเจ้าเฮนรี่ที่ 6’ ซึ่งมีสัญลักษณ์ประจำตระกูลเป็น ‘กุหลาบแดง’ และไม่ลงรอยกับ ‘ริชาร์ด ดยุคแห่งยอร์ค’ แห่งราชสกุล ‘ยอร์ค’ โดยมีสัญลักษณ์ของตระกูลเป็น ‘กุหลาบขาว’ นี่คือที่มาเริ่มต้นของ ‘สงครามกุหลาบ’ ‘ริชาร์ด’ ได้อ้างสิทธิ์ในการครองบัลลังก์ของ ‘พระเจ้าเฮนรี่ที่ 6’ โดยอ้างว่า ‘ดยุคแห่งแลงคาสเตอร์’ ผู้เป็นบิดาของพระเจ้าเฮนรี่ ได้เป็นบุคคลวิกลจริต โดยต่างฝากต่างก็คิดว่าตนคือผู้ที่มีสิทธิ์ และสุดท้าย เมื่อความเห็นไม่ลงรอย จากความบาดหมาง ก็ค่อย ๆ ก่อตัวเป็น ‘สงคราม’ ในเวลาต่อมา และหลังจากรบราฆ่าฟันกันมาอย่างยาวนาน ทางฝั่งของ ‘ยอร์ค’ ก็เป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ และได้บังลังก์มาครองอย่างสมใจหมาย แต่เก้าอี้ร้อนที่ปล้นเค้ามานั้น ก็อยู่ได้แค่ 3 แผ่นดิน ก่อนจะถูก ‘เฮนรี่ ทิวดอร์’ จากราชวงศ์ ‘แลงคาสเตอร์’ มาช่วงชิงคืนไป และได้อภิเษกสมรสกับ ‘เอลิซาเบธ แห่งยอร์ค’ รวมสองตระกูลเป็นทองแผ่นเดียวกัน หลังจากที่ได้ก่อตั้งราชวงศ์ ‘ทิวดอร์’ ขึ้นมาเป็นราชวงศ์ใหม่ "ปีศาจแดง" ที่มี สีแดง เป็นสีประจำสโมสร                 และหากย้อนกลับไปพูดถึงเรื่อง ‘ฟุตบอล’ ในช่วงที่ตีรันฟันแทงกันอยู่นั้น ทีมอย่าง ปีศาจแดงแมนฯ ยูไนเต็ด ที่มี ‘สีแดง’ เป็นสีประจำสโมสร และยังมีรากฐานที่ตั้งอยู่ในแคว้น ‘แลงคาเชียร์’

“โอเล่” เริ่มพา แมนฯ ยูไนเต็ด มาถูกทาง หลังเจ๊าสเปอร์แบ่งแต้มสนุก

แมนฯ ยูไนเต็ด

                หลังเกมแรกที่ ‘ปีศาจแดง’ แมนฯ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ พาลูกทีมบุกไปแข่งแต้มมาจาก ‘ไก่เดือยทอง’ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งแม้ว่าแมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องการ 3 แต้ม แต่ผลเสมอก็ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดอะไรมาก กับการที่ต้องเจอกับทีมของ ‘โจเซ่ มูรินโญ่’ บอสเก่าที่คุ้นเคย กับแผนการเล่นที่คุ้นชิน มูรินโญ่ พาคลับไก่มารับแน่นสไตล์เกมใหญ่  เล่นบอลรัดกุม ตัดเกมได้ก็ตัดตั้งแต่กลางสนาม ได้โอกาสสวนกลับเมื่อไรเป็นได้เรื่อง แนวรุกต้องมีความเร็ว และสำคัญคือต้องได้จบ และไม่ถึงครึ่งชั่วโมง น้ามูก็พาทีมพังประตูทีมเยือนได้สำเร็จ จากโอกาสของผู้เล่นหน้าใหญ่อย่าง เบิร์กไวจ์น ที่ลากเข้าไปซัดเต็มข้อ ซึ่งแม้จะตรงตัวเด เกอา แต่ก็ยากที่จะป้องกัน                 จะว่าไปแล้ว การเล่นของสเปอร์แทบจะถอดแบบมาจาก แมนฯ ยูไนเต็ดในยุคมูรินโญ่ยังไงยังงั้นเลย ซึ่งนักเตะสเปอร์เองก็ดูจะทำได้ดีกับแทคติคของจ่ามู ต่างจาก แมนฯ ยูไนเต็ดที่ดูยังไงก็เหมาะกับแทคติคเกมรุก เดินหน้าฆ่ามันซะมากกว่า ซึ่งตลอดทั้งเกม ยูไนเต็ดก็เป็นฝ่ายครองบอลเหนือกว่าทีมเจ้าบ้านมาตลอด แต่ก็ดูเหมือนจะยังพาบอลเข้าไปพื้นที่สุดท้ายได้น้อย จน โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ปล่อยไพ่เด็ดอยาก ป๊อกบา ลงมาสร้างมิติในเกมรุก และมิดฟิลด์แชมป์โลก ก็ใช้เวลาเพียง 20 กว่านาที เจาะเกมรับของสเปอร์ ก่อนจะเรียกจุดโทษ และปล่อยให้เป็นนาทีของ บรูโน่ แฟร์นันเดส สังหารเข้าไปแบบนิ่ม ๆ                 หากมองภาพรวมของเกมนัดนี้แล้ว ตำแหน่งที่ปีศาจแดงควรเสริมให้ได้อย่างเร็วที่สุดคือ ‘ปีกขวา’ ซึ่ง แดเนียล เจมส์ ก็ไม่ใช่นักเตะที่ไม่เก่ง เพียงแต่ปีกชาวเวลส์จะเก่งลูกรับและโต้ และได้ลูกขยันในเกมรับจากการเจอทีมที่โดนบุกใส่มากกว่า พอเจอมูรินโญ่สั่งแนวรับสเปอร์รับลึก ทำให้ไม่สามารถดึงจุดเด่นเรื่องความเร็วออกมาใช้ได้ และ แดน เจมส์ ก็ไม่ได้มีสกิลหรือทักษะเฉพาะตัวที่ดีขนาดจะเลี้ยงฝ่าแนวรับไปเองได้ และแม้ กรีนวู้ด จะเปลี่ยนตัวลงมาทำผลงานให้ดี แต่ตำแหน่งปีกขวาก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดของเจ้าตัว และจะเป็นการลดศักยภาพของกรีนวู้ดซึ่งมีความอันตรายแถวกรอบเขตโทษซะมากกว่า                 และตำแหน่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ‘เซ็นเตอร์แบค’ เนื่องด้วยตัวยืนสองตัวอย่าง แมคไกวร์ และ ลินเดเลิฟ เป็นสายคุมจังหวะทั้งคู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วควรจะต้องมีตัวชนสักคน ซึ่งแม้ว่า เอริค ไบยี่ ดูจะเข้าแก๊บที่สุดในทีม แต่ด้วยอาการบาดเจ็บก็คงต้องบอกว่า ‘ยาก’ ที่จะฝากผีฝากไข้หวังให้ ไบยี่ ยืนได้ตลอดทั้งฤดูกาล "แมนฯ ยูไนเต็ด" น่าเสริมก็คือตำแหน่ง ศูนย์หน้าตัวเป้า                 และตำแหน่งสุดท้าย เป็นอีกตำแหน่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ดน่าเสริมเป็นอย่างยิ่งยวดหากอยากจะเขยิบเข้าใกล้ความสำเร็จไปอีกขั้น ก็คือตำแหน่ง ‘ศูนย์หน้าตัวเป้า’ ตำแหน่งที่พาปีศาจแดงครองความสำเร็จมาอย่างยาวนาน แฟน ๆ ยูไนเต็ดคงต้องรู้จัก แอนดี้ โคล,