ชายผู้มอบคำสาป ดิว็อค โอริกี้(Divock Origi)

  เหตุผลที่ผมตั้งฉายาให้เขาว่า ชายที่มอบคำสาปนั้น เป็นเพราะว่า โอริกี้ ยิงทีมไหนทีมนั้นต้องมีอันตกต่ำ !!! เรามาลองเปิดประวัติ ชายที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ ของลิเวอร์พลูเลยก็ว่าได้ แต่เราลองมานั่งย้อนดูวัยเด็กของเขา พ่อแม่ของเขาเป็นชาวเคนยา ไมค์ โอโกธท์ โอริกี้ พ่อของเขาเป็นฟุตบอลอาชีพที่เคยเล่นให้กับทีม อุสเตนด์ และนั่นทำให้ครอบครัวเขาได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศเบลเยี่ยม และ ดิว็อค คือลูกชายที่เป็นลูกไม้ล้นไม่ไกลต้นจริงๆ   ดิว็อค เขาเริ่มจริงจังกับวงการลูกหนัง ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ด้วยการเข้ารวมเป็นสมาชิคทีม KDFC De Zuwaluw Wiemesmeer และด้วยสภาพร่างกายที่เขาเป็นแอฟริกันทำให้เขาโดดเด่นกว่าเด็กๆรุ่นเดียวกัน บิดาของเขาได้เผยว่า ร่างกายของเขามีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และเป็นแบบนั้นตลอดมา “ตอนเขาอายุ 6 ขวบ เขามีครบกว่าเด็กคนอื่นทั้งทักษะ,ร่างกาย และเมื่อเขาได้ลงสนามที่โรงเรียน ผมก็จะได้รับข้อความจากผู้ฝึกเขาว่า เขาเล่นได้ดี อยู่เสมอ” พ่อของเขากล่าว   ช่วงเวลาที่เขาได้ลงเล่นกับทางสโมสร ลีลล์ นั้น เขาได้รับฉายาว่า “เบบี้ ไคลเวิร์ต ” ฉายานี้หมายถึงการหาโอกาสจบสกอร์ที่เก่งและเฉียบคมเหมือนกับ พาทริก ไคลเวิร์ต ตำนานของทางทีม ลีลล์ ส่วนโอริกี้นั้นถูกยกให้เป็นดาวรุ่งของสโมสรเลยก็ว่าได้ เพราะเขาเล่นแบบแบกทีมตั้งแต่อายุยังน้อยมาโดยตลอด เหตุอาจเป็นเพราะร่างกายที่สามารถพาเขาวิ่งได้ทั้งเกมส์การแข่งขัน เขาสามารถทำประตูให้กับทางทีมชาติเบลเยี่ยมได้ถึง 10 ประตูจาก 19 เกมที่เขาลงให้กับเบลเยี่ยม ในช่วงเวลานี้เอง ทางปีศาจแดง ก็ได้เข้ามาทาบทามด้วย แต่ทว่าตัวเขานั้นเลือกที่จะอยู่กับ ลีลล์ “ผมจำได้ว่า ผมกลับจากโรงเรียน พ่อกับแม่ก็เรียกมานั่งคุย ผมรู้ว่า พ่อกับแม่คงตัดสินใจเตรียมบางอย่างไว้ให้แล้ว แต่ก็ให้โอกาสผมได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องใหญ่นะสำหรับเด็กอายุ 15 ปี ตอนนั้นผมตัดสินใจเลือกอยู่กับ ลีลล์ ต่อ ในวันที่ ยูไนเต็ด ติดต่อเข้ามา และผมก็มั่นใจแล้วว่า ผมทำถูก” ซึ่งปัจจุบันเขาได้เข้าร่วมทีมกับหงส์แดง และถือว่าเขาเป็นทีเด็ดของลิเวอร์พลูเลยก็ว่าได้ หลังจากช่วงท้ายของฤดูกาลนั้นนักเตะหลายคนมีอาการล้าแต่เขายังฟิตเต็มถัง ขณะที่ คล็อปป์ โยกเขาเป็นเล่นริมเส้นฝั่งซ้าย โอริกี้ ก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ปรับตัวกับตำแหน่งใหม่ได้ดีจริงๆ  

บทวิเคราะห์ สายเลือดใหม่ทดแทน ลัลลานา-ลอฟเรน-ชากิรี ที่อาจย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาลนี้ EP2

เซอร์ดาน ชากิรี ถูกแทนที่ได้โดย ฮาร์วีย์ เอลเลียต ในกลุ่มแข้งซีเนียร์ทั้ง 3 ที่เรายกมาถกประเด็นกันวันนี้ ดูเหมือนว่า ชากิรี นี่แหละที่มีโอกาสย้ายหนีถิ่นแอนฟิลด์มากกว่าใครเพื่อน เพราะดูเหมือนว่าเขาจะผิดหวังหนักกับการไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นแม้จะฟิตสมบูรณ์อยู่ก็ตาม ในฤดูกาลนี้ ขณะที่เพื่อน ๆ กำลังเดินหน้าสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซกันไปเรื่อย ๆ แต่ ชากิรี กลับมีส่วนร่วมจริง ๆ เพียงแค่ 6 เกมและยิงได้ 1 ประตูเท่านั้นเอง ส่วนตัวแทนแบบตรงตามตำแหน่งอย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียต ถึงแม้จะเพิ่งอายุแค่ 16 ปี แต่ก็มีคุณสมบัติทุกอย่างครบถ้วนสำหรับการเป็นแนวรุกหงส์แดง ซึ่งทาง คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เองก็วางตัวเอาไว้อย่างจริงจังแล้วด้วย ฉะนั้นหาก ชากิรี ย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ไปจริง ๆ เราน่าจะได้เห็น "เจ้าจุก" ขึ้นมาอยู่ชุดใหญ่แบบเต็มตัวกันสมใจอยากแน่นอน"     อดัม ลัลลานา ถูกแทนที่ได้โดย เคอร์ติส โจนส์ กัปตันทีมชุดเล็กผู้มาพร้อมผมหยักศก คือหนึ่งในผลผลิตจากอคาเดมีที่ เดอะ ค็อป ภาคภูมิใจมากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะโชว์ฟอร์มแจ่มทุกนัดแล้ว เขายังเป็นเด็กถิ่นที่มีสายเลือดสเกาเซอร์เต็มตัวอีกด้วย ฤดูกาลนี้ โจนส์ มีผลงานเข้าตาสุด ๆ ในทีมชุดใหญ่ เพราะก่อนหน้าก็ยิงประตูโทนส่ง ​เอฟเวอร์ตัน ตกรอบศึก เอฟเอคัพ จากนั้นก็มาสวมปลอกแขนกัปตันทัพหงส์แดงในเกมเอฟเอคัพกับ ชรูว์สบิวรี ที่แอนฟิลด์ ต้องยอมรับว่ารู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ อดัม ลัลลานา กำลังจะย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ เพราะถึงแม้จะเจ็บจนต้องเข้าโรงหมออยู่บ่อย ๆ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องหัวจิตหัวใจ, ความทุ่มเท, ความรักที่มีต่อสโมสร เทพม้วนคนนี้ไม่เป็นสองรองใครแน่ และนี่แหละคือ DNA ของ ลิเวอร์พูล มาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ     แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา คล็อปป์ (Jurgen Klopp) เองก็คงคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้ามานานแล้วจึงได้พยายามปั้น โจนส์ อย่างเต็มตัวมาตลอด และที่น่าทึ่งสุด ๆ ก็คือ ศักยภาพของดาวรุ่งวัย 19 สุกงอมเบ่งบานตรงกับเวลาที่ ลัลลานา กำลังจะย้ายออกถิ่นแอนฟิลด์พอดี ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าซีซั่นหน้า เจ้าหนูโจนส์ มาแน่ !  

บทวิเคราะห์ สายเลือดใหม่ทดแทน ลัลลานา-ลอฟเรน-ชากิรี ที่อาจย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาลนี้

สำหรับ "หงส์แดง"​ ลิเวอร์พูล ว่าที่แชมป์ ​พรีเมียร์ลีก ทีมต่อไปในฤดูกาลนี้ ถือว่ามีขุมกำลังที่แข็งแกร่งทั่วแผ่นทั้งตัวจริงและตัวสำรอง ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ถ้าได้รับโอกาสลงสนามมาเมื่อไหร่ ก็มักจะโชว์ฟอร์มโดดเด่นกันได้ทุกคนจริง ๆ ฉะนั้นหากพูดถึงสถานการณ์ที่ ลิเวอร์พูล ต้องรอรับมือในอีกราว 6-7 เดือนหน้าก็คือการย้ายออกของบรรดาผู้เล่นสำรองที่มีคุณภาพสูงทั้งหลายนั่นเองซึ่งตัวเก็งที่สื่อหลายเจ้ามองเห็นตรงกันแน่ ๆ คือ เดยัน ลอฟเรน, เซอร์ดาน ชากิรี และ อดัม ลัลลานา     2 รายแรกนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าจะอยู่หรือไป แต่ทั้งคู่มักจะให้สัมภาษณ์อยู่เสมอว่าอยากได้รับโอกาสลงสนามมากกว่านี้ ซึ่งคล้ายจะเป็นการส่งซิกว่าพร้อมย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่ได้ทุกเมื่อ ขณะที่ "คุณชายทองม้วน" นั้นค่อนข้างชัวร์ว่าคงไม่ตอบรับข้อเสนอใหม่จาก เยอร์เกน คล็อปป์ ที่ให้เป็นได้แค่ตัวแบ็คอัพเท่านั้น ถึงแม้การเสียนักฟุตบอลที่แฟน ๆ คุ้นหน้าคุ้นตาและมีฝีเท้าสูงจะทำให้แฟน ๆ ต้องรู้สึกหวิวอยู่พอสมควร แต่ในเมื่อห้ามชะตากันไม่ได้ สิ่งที่ทีมต้องทำก็คือ เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้อย่างใจเย็น โดยมีทางออกหลัก ๆ คือซื้อผู้เล่นใหม่ หรือไม่ก็ปั้นดาวรุ่งจากชุดเยาวชนขึ้นมาแทนที่     ไม่ต้องบอกก็คงเดาออกแล้วสินะว่า กุนซือแว่น (Jugen Klopp) กุนซือ หงส์แดงลิเวอร์พลูของเราจะเลือกทางไหนเป็นหลัก ! ฉะนั้นวันนี้เรามาดูกันว่าถ้า 3 แข้งซีเนียร์ ตัดสินใจย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์จริงหลังจบฤดูกาลนี้ คล็อปป์ จะสามารถดันดาวรุ่งคนไหนขึ้นมาแทนที่ได้อย่างเนียนกริบไร้รอยต่อบ้าง  เดยัน ลอฟเรน ถูกแทนที่ได้โดย เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก หรือไม่ก็ คี-ยานา ฮูเวอร์     สองเซ็นเตอร์แบ็คดาวรุ่งคู่นี้ได้รับการจับตามองและถูกคาดหวังค่อนข้างสูงว่าจะต้องมีอนาคตยิ่งใหญ่กับ ลิเวอร์พูล ได้แน่ ๆ เพราะด้วยพรสวรรค์ที่เคยแสดงออกมาต่อหน้าสื่อมากมายตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ฟาน เดน เบิร์ก มีความโดดเด่นในเรื่องการดวลลูกกลางอากาศ ซึ่งเกมชนะ ชรูว์สบิวรี ในศึกเอฟเอคัพ เราเห็นกันเต็มสองตาแล้วว่าเด็กคนนี้ "เอาอยู่" แทบทุกจังหวะเลยทีเดียว และมันก็เป็นจุดแข็งของ ลอฟเรน อยู่แล้วด้วย  

เก็บตกประเด็นร้อน หลังเกม “หงส์รุ่นเล็ก” เฉือนชนะหวิว ชรูวส์บิวรี ศึกเอฟเอ คัพ

  "ความเป็นไปตลอด 90 นาที" เกมนี้ หงส์แดง ส่งชุดดาวรุ่งลงสนามทั้งทีม รวมถึงให้ นีล คริทชีย์ โค้ชทีมชุดเล็กลงคุมเกมข้างสนามแทนตามที่นายใหญ่อย่าง เยอร์เกน คล็อปป์ ลั่นวาจาเอาไว้ทุกประการ แต่ก็ต้องชมบรรดาดาวรุ่งที่สามารถครองเกมเอาไว้ได้ในช่วงครึ่งแรก แม้จะแทบไม่มีจังหวะลุ้นประตู แต่พวกเขาก็สามารถกดจนทีมเยือนไม่สามารถหาโอกาสจบสกอร์ได้เลยตลอด 45 นาทีแรกซึ่งในครึ่งหลัง ผู้มาเยือนจากลีกวัน เปิดเกมบุกแลกมากขึ้น ทำให้ทั้งสองทีมต่างมีช่องในการลุ้นประตูมากกว่าใน 45 นาทีแรก โดย ชรูวส์บิวรี เกือบทำเซอร์ไพรส์บุกมานำก่อน แต่ก็โดน VAR จับล้ำหน้าเอาไว้ได้กระทั่งพลหรรคหงส์น้อย ขึ้นนำได้สำเร็จจากลูกโหม่งเข้าประตูตัวเองของกองหลังทีมเยือน และนั่นเป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้ จบเกม ทัพเร้ดแมทชีน คว้าชัยชนะมาได้อย่างชิวเฉียด ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายดาว   "รุ่งหงส์ ทรงดีแต่ยังขาดประสบการณ์" นัดนี้รูปเกมของ ลิเวอร์พูล ดูจะเหนือกว่าคู่ต่อสู้อยู่พอสมควร สามารถครองบอลได้มากกว่าค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดในวันนี้ว่าพวกเขายังต้องพัฒนาอีกมาก นั่นคือจังหวะจบสกอร์ และการรับมือกับความกดดันในช่วงที่เกมอยู่ในจุดที่กำลังชี้เป็นชี้ตาย เกมนี้เหล่า หงส์เลือดใหม่ สร้างสรรค์จังหวะเข้าทำได้ถึง 12 ครั้ง แต่ทั้งจากหมดนั้นไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้เลยแม่แต่ครั้งเดียว โดยประตูชัยที่พวกเขาได้มานั้น เป็นการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นทีมเยือน ซึ่งถ้าวันนี้ ริโก้ วิลเลียมส์ พกความเฉียบขาดมาเพิ่มอีกนิด พวกเขาคงชนะขาด 2 ถึง 3 ประตู ส่วนอีกหนึ่งอย่างนั่นคือ ช่วงท้ายเกมที่ผู้มาเยือนพยายามบุกหนักเพื่อหวังเอาประตูคืนให้ได้นั้น ทางฝั่ง ดาวรุ่งลิเวอร์พูล ที่ถูกบุกกดดันอย่างหนัก ไม่สามารถเก็บบอลไว้กับทีมได้เลย ทั้งที่ตลอดทั้งเกมพวกเขาทำได้มาตลอด มีก็แต่ช่วงทดเวลาที่สามารถครองบอลฆ่าเวลาไปได้ แต่โดยรวมแล้วควรจะทำได้ดีกว่านี้เพื่อปิดเกม ไม่ใช่เคลียบอลสะเปะสะปะให้พ้น ๆ แล้วให้คู่แข่งได้เซ็ตบอลเข้ามาลุ้นประตูได้ใหม่   "จนส์-วิลเลียมส์ มีแววได้เกิด" เกมนี้ 2 คนที่โดดเด่นเตะตาที่สุดในบรรดาดาวรุ่งของ ลิเวอร์พูล คงจะหนีไม่พ้น เคอร์ติส โจนส์ ที่วันนี้รับบทเป็นกองหน้า และ ริโก้ วิลเลียมส์ แบ็คขวาจอมบุกที่ฟอร์มค่อนข้างจัดจ้านตลอด 90 นาที  

ยอมยกธง!เป๊ปรับแชมป์ลีกยกให้ลิเวอร์พูล

  เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือสมองเพชรของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทบจะยกธงขาวการลุ้นแชมป์ลีกแล้ว หลังแพ้ สเปอร์ส ในเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุ ลิเวอร์พูล สุดแข็งแกร่งและมีแต้มนำห่างขนาดนี้ คงไม่มีทางตามทันแล้ว พร้อมชี้ "เรือใบสีฟ้า" เล่นดีแต่ไม่ได้อะไรเลย   เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมรับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลนี้ เป็นเรื่องที่แสนยากลำบาก หลังจากที่แมตช์ล่าสุดบุกไปแพ้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-2 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ส่งผลให้ตอนนี้ตามหลัง "หงส์แดง" ไกล่สุดกู่ 22 คะแนนแล้ว นายใหญ่ชาวสแปนิช นำทัพ "เรือใบสีฟ้า" แพ้ไปแล้ว 6 เกมในลีก แถมพวกเขายังแพ้ติดต่อกัน 2 เกม (แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-1  ศึกคาราบาว คัพ) โดยที่ยิงประตูไม่ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ "เป๊ป" เข้ามากุมบังเหียน โดยเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นช่วงเดือนมีนาคม 2016 สมัยที่ มานูเอล เปเยกรินี่ ยังนั่งเก้าอี้นายใหญ่ (3 เกมโดยยิงประตูไม่ได้) ขณะเดียวกัน กวาร์ดิโอล่า เผยว่า แมนฯ ซิตี้ เล่นเหนือกว่า สเปอร์ส หลายขุม แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในนาทีที่ 63 เมื่อ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ทำฟาวล์  แฮร์รี่ วิงค์ส จนโดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดง  "เราเล่นได้ดีมากๆ แต่เราแพ้ในเกมนี้ มันเกิดขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นนี่เป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณา" มีรายงานว่า กวาร์ดิโอล่า ปิดห้องแต่งตัวพูดคุยกับลูกทีมนานหลายนาที กระนั้น "เป๊ป" ปฏิเสธที่จะให้เหตุผลกรณีที่มานั่งสัมภาษณ์หลังเกมล่าช้า "ไม่มีอะไรต้องวิจาณ์เรื่องฟอร์มการเล่น ผมจะวิจารณ์ฟอร์มแบบนี้ของลูกทีมได้ยังไง ? ผมแค่พูดคุยกับทีมสตาฟฟ์, ภรรยาของผม และนักเตะบางคนเท่านั้น" "ด้วยฟอร์มการเล่นแบบนี้ มันคงเป็นความผิดพลาดมหันต์ในการพูดว่าพวกเขาทำผลงานได้แย่แค่ไหน เพราะมันไม่เป็นความจริงเลย หากมองจากแนวคิดในการสร้างโอกาสมากกว่าคู่แข่งของคุณ และกดดันพวกเขาแทบไม่สามารถทำอะไรได้ ผมเชื่อว่าคุณควรจะคว้าชัยชนะในเกมนี้" "การโดนไล่ออกเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากมองในแง่ของการมีผู้เล่น 10 คนสู้กับ 11 คนที่เต็มไปด้วยคุณภาพ จากนั้นไม่กี่นาทีพวกเขาก็ยิงประตูได้ แต่เราก็ยังแสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งด้วย" อดีตนายใหญ่ บาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค ระบุ  

แฉ!การปรับพื้นผิวแอนฟิลด์เคล็ดลับนำลิเวอร์พูลฟอร์มดุ

  สื่อผู้ดี เปิดเผยเคล็ดลับเด็ดที่มีส่วนทำให้ ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในฤดูกาลนี้ก็คือการที่เจ้าของทีม มีการปรับปรุงพื้นผิวสนามแอนฟิลด์ ตามที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ร้องขอเมื่อปี 2017 ซึ่งนั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การสร้างสถิติสุดยอดมากมายในช่วงที่ผ่านมา   "ดิ แอธเลติก" สื่อดังในประเทศอังกฤษ เผยหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล  โชว์ฟอร์มได้สุดยอดในฤดูกาลนี้ ก็คือการสั่งให้ปรับเปลี่ยนพื้นสนามแอนฟิลด์ใหม่ ช่วยให้ทีมสร้างสถิติเก็บชัยชนะ 20 เกมในบ้านติดต่อกัน โดยเท่ากับที่ "เดอะ เร้ดส์" ในยุค บิลล์ แชงค์ลี่ย์ เมื่อปี 1972 เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน แสดงความผิดหวังเกี่ยวกับสภาพสนามหญ้าที่ค่อนข้างแห้ง หลังจากจบเกมที่ "เดอะ เร้ดส์" เสมอ "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน 0-0 เกมลีกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017 โดยตอนนั้น นายใหญ่เลือด๊อยท์ช แสดงความเห็นว่า "ผมรู้ว่าไม่มีใครอยากฟังเรื่องนี้ แต่ผมกล้าพอที่จะพูด สนามมันแห้งจริงๆ" "เราพยายามรดน้ำ แต่หลังจาก 15 นาทีสนามก็แห้งอีกครั้งเนื่องจากลมแรง คุณคงเห็นกันแล้ว ...การผ่านบอลเยอะๆ ทำให้คุณคงคิดว่า -ทำไมพวกเขาต้องเล่นแบบนี้ ?- แต่มันเป็ฯเรื่องยากลำบากมากๆ การครองเกมคุณจำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด โดยเฉพาะเกมในบ้าน แต่เราไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ไม่มีใครถูกตำหนิ มันไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ เพื่อความสำเร็จคุณต้องมีป้องปราการที่แข็งแกร่งในบ้านตัวเอง" คล็อปป์ จากการแสดงความเห็นของ คล็อปป์ ในตอนนั้น "ดิ แอธเลติก" สื่อดังในเมืองผู้ดี รายงานว่า เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป กลุ่มทุนจากอเมริกาเจ้าของทีม ได้ลงมือปรับปรุงเรื่องสนามทันทีในช่วงซัมเมอร์ ด้วยการลงทุนหลายล้านปอนด์ เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นผิวสนามแอนฟิลด์ให้สมบูรณ์แบบ เรื่องนี้ จอห์น อาชเตอร์แบร์ก โค้ชผู้รักษาประตู ลิเวอร์พูล เผยว่า "ในอดีตเราต้องเจอกับความยากลำบากในการสู้กับทุกทีมที่เน้นเกมรับด้วยการใช้ 11 ผู้เล่นลงมาอุด และเรามักจะทำแต้มหลุดมือ แต่เจ้าของสโมสรได้ปรับปรุงสนามให้ดีขึ้นด้วยการพื้นผิวหน้าใหม่ และติดตั้งระบบการรดน้ำ" "สนามของเรามีความชุ่มชื้นตลอด และนั่นช่วงในเรื่องของสปีดความเร็วในการเล่นมากขึ้น ผมมักจะกังวลอยู่เสมอเกี่ยวกับวันที่แสงแดดแรงว่าเราคงเจอเรื่องที่แสนยากลำบาก เพราะสนามคงจะทำให้บอลเคลื่อนตัวช้ามาก ตอนนี้นักเตะรู้ว่าจะจัดการกับทุกทีมยังไง และพบวิธีการในการแก้ปัญหา" อาชเตอร์แบร์ก ระบุ  

หลายคนเชียร์! กัปตัน เฮนเดอร์สัน คู่ควรแข้งยอดเยี่ยม พีเอฟเอ หรือไม่ ?

  ถึงแม้ว่าในทางทฤษฎีแล้ว ลิเวอร์พูล จะยังไม่ได้แชมป์ลีกแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในทางปฏิบัติแล้วนั้นมันเหลือแค่การนับวันรอเท่านั้นว่าเมื่อไหร่ที่ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะได้ถ้วยแชมป์ไปครองเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หลังจากพวกเขานำห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 22 คะแนน และยังเหลือเกมให้เล่นอีกเพียง 13 นัดเท่านั้น การลงเล่นในลีกไป 25 นัด พร้อมกับชนะ 24 เกม และเสมออีก 1 หน ทำให้นักเตะของ ลิเวอร์พูล หลายคนในชุดนี้ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม และทุกคนก็มองกันว่ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ประจำฤดูกาล 2019-20 คงจะตกเป็นของตัวแทนจาก "หงส์แดง" แน่นอน อยู่ที่ว่าจะเป็นใครเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีคนที่มองว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีม ควรจะได้รางวัลไปเชยชม หลังจากเขาเหมือนเป็นตัวขับเคลื่อนทีมประหนึ่งเหมือนคนปิดทองหลังพระ - การสกัดและตัดบอล ในฐานะมิดฟิลด์ตัวกลางที่ต้องรับบทบาททั้งเกมรับและเกมรุกแล้วนั้น เฮนเดอร์สัน มีหน้าที่ที่ต้องคอยตัดเกมของคู่แข่งเหมือนกัน ซึ่งในลีกเขามีค่าเฉลี่ยการตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียยบเฉลี่ยแล้ว 1 ครั้งต่อเกม มากกว่า จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลางเพื่อนร่วมทีมที่มีหน้าที่คล้ายๆ กันด้วยซ้ำ - การผ่านบอล ไม่มีใครปฏิเสธว่าการครอสบอลที่แม่นยำของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งของ ลิเวอร์พูล เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีผลงานที่สุดยอดมาจนถึงตอนนี้ หลังจากทั้งคู่ผ่านบอลให้แนวรุกทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง - ความแน่นอนในการเล่น สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงเรื่องพื้นฐานอย่างการจับบอลและการครองบอลก็ถือว่ามีความสำคัญมากๆ เช่นกัน เพราะการไม่เสียบอลมันทำให้ทีมสามารถเดินหน้าเล่นเกมบุกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยิ่งเป็นนักเตะในตำแหน่งกองกลางด้วยแล้วนั้น การไม่เสียบอลที่กลางสนามก็ถือว่าจำเป็นสุดๆ สรุป : จากผลงานในเบื้องต้นจะเห็นได้ว่า เฮนเดอร์สัน โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจในซีซั่นนี้ และยิ่งเมื่อเอาไปรวมกับการที่เขาเป็นกัปตันทีมที่คอยสร้างแรงกระตุ้นให้เพื่อนๆ อย่างต่อเนื่องแล้วนั้น มันทำให้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอะไรถ้าเกิดรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ ในซีซั่นนี้จะตกเป็นของเจ้าตัว